6 ประเภทของชาที่ดื่มกันทุกวัน มีที่มาอย่างไรบ้าง?

6 ประเภทของชาที่ดื่มกันทุกวัน มีที่มาอย่างไรบ้าง?

ในตลาดเครื่องดื่ม ชาเป็นสิ่งที่คนไทยทุกท่านคุ้นเคยเป็นอย่างดี บางท่านอาจจะดื่มเป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นชาที่ชงเอง ชงจากคาเฟ่ หรือชาขวดที่มีจำหน่ายตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป ซึ่งการดื่มชานั้นก็มีประโยชน์มากมาย เช่น ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดความดัน ช่วยให้ผ่อนคลาย ฯลฯ แล้วท่านทราบหรือไม่ว่า “ชา” มีกี่ประเภท?

AROMA จะพาทุกท่านมาทำความรู้จักกับ 6 ประเภทของชาที่ดื่มกันเป็นประจำ ว่าคืออะไร และมีที่มาอย่างไรบ้าง?

1. ชาขาว (White Tea)

ชาชนิดแรกนี้ได้มาจากยอดชาตูมและอ่อนมาก มีขนสีขาวบาง ๆ ปกคลุมอยู่ทั่วจนอาจดูเหมือนใบชาเป็นสีขาวมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน ซึ่งประเภทของชานี้จะถูกเก็บเกี่ยวภายใน 48 ชั่วโมง และรีบนำมาตากแดดหรือลมให้ใบชาแห้งอย่างรวดเร็ว เป็นวิธีแบบดั้งเดิมที่ไม่มีการหมักบ่ม

เมื่อนำมาชง ก็จะได้ชาที่มีสีเหลืองอ่อนและกลิ่นหอมอ่อน ๆ แบบดั้งเดิม เนื่องจากผ่านขั้นตอนการสกัดมาน้อยกว่าชาประเภทอื่นๆ ทำให้ชาขาวมีสารโพลีฟีนอล (Polyphenols) มากกว่าชาชนิดอื่น ๆ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ และช่วยให้สุขภาพในช่องปากแข็งแรง

2. ชาเขียว (Green Tea)

มาถึงประเภทของชาที่ทุกท่านรู้จักดีและเป็นชาที่ชาวญี่ปุ่นนิยมดื่มมากที่สุดคือ “ชาเขียว” นั่นเอง เป็นยอดใบชาอ่อนสีเขียว ที่ต้องผ่านการ “หมัก” ด้วยการอบด้วยไอน้ำ เพื่อคงความสดใหม่ของใบชาเอาไว้ ลักษณะของน้ำชา จะมีสีเขียวอ่อนและกลิ่นหอมจาง ๆ

ชาเขียวที่นิยมดื่มมี 2 ประเภท คือ ชาเขียวญี่ปุ่นและชาเขียวจีน นอกจากนี้จะมีประเภทย่อยๆ ของชาเขียวอีกด้วย เช่น เคียวคุโระ โฮจิฉะ หรือ มัทฉะ ชาเขียวนั้นมีสาร “คาเทชิน (Catechin)” ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดโอกาสเกิดมะเร็ง ลดระดับคอเลสเตอรอล ป้องกันการจับตัวของลิ่มเลือดในหลอดเลือดทำให้ลดโอกาสการเกิดภาวะหัวใจหายได้

3. ชาอู่หลง (Oolong Tea)

ชาอู่หลงเป็นประเภทของชาชื่อดังที่ส่งตรงมาจากเมืองจีน มีอีกชื่อหนึ่งว่า “ชามังกรดำ” เป็นชาที่ได้มาจากใบชนิดเดียวกับชาเขียว เพียงแต่ผ่านการหมักมากกว่า หรือที่เรียกว่า “กึ่งหมัก” โดยการผ่านความร้อนเช่นคั่วหรืออบควันนั่นเอง

สำหรับชาชนิดนี้นั้นจะมีกลิ่นหอมคล้ายๆ กับชาเขียวแต่กลิ่นจะแรงกว่า ส่วนในด้านของรสชาติ มีรสฝาดและขมเล็กน้อย เป็นรสที่กลมกล่อมที่สุดในบรรดาชาจีน ช่วยบำรุงผิวให้ดูสุขภาพดี ช่วยในการไหลเวียนของเลือด และยังช่วยล้างสารพิษตกค้างในตับได้อีกด้วย

แต่หากท่านยังไม่เคยดื่มชาชนิดนี้ ก็อาจจะต้องทำความเคยชินกับกลิ่นและรสชาติที่เพิ่มมากขึ้นอยู่บ้าง

4. ชาดำ (Black Tea)

ชาดำเย็น อาจเป็นเครื่องดื่มที่สามารถพบเห็นได้ตามร้านอาหาร และบ่อยครั้งที่มักถูกเติมน้ำเชื่อมเข้าไป เนื่องจากชาดำเป็นชาที่ได้มาจากการหมักใบชา ทำให้มีความเข้มข้นสูงที่สุดให้หมู่ชา ลักษณะของชาดำนั้นสามารถสังเกตได้จากสีที่มักจะเป็นสีแดงหรือน้ำตาลแดงเข้ม

ชาดำจะมีรสชาติขมเล็กน้อย มีความละมุน และชุ่มคอ มีสารคาเทชิน (Catechin) เหมือนกับชาเขียวและชาอู่หลง สามารถช่วยในการย่อยอาหาร ช่วยยับยั้งแบคทีเรียในช่องปาก รวมถึงสรรพคุณอื่น ๆ ที่มีในชาเขียว แต่อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้ดื่มชาดำก่อนนอน เนื่องจากปริมาณคาเฟอีนที่สูงกว่าชาประเภทอื่น โดยอยู่ที่ประมาณ 40 มิลลิกรัมต่อถ้วยนั่นเอง

5. ชาแต่งกลิ่น (Flavored Tea)

เป็นประเภทของชาที่นำชาดำมาแต่งกลิ่นใหม่ ด้วยผลไม้หรือดอกไม้ หรือที่เรียกว่า ชาผลไม้ (Fruit Tea) และชาดอกไม้ (Flower Tea) เพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักดื่มที่ต้องการความหลากหลายมากขึ้น เช่น ชาแอปเปิล ชาบลูเบอร์รี่ ชาแครนเบอร์รี่ ชากุหลาบ ชามะลิ และชาคาโมมายด์ ทำให้รสชาตินั้นเข้มข้นและมีกลิ่นหอมเฉพาะของกลิ่นแต่ละแบบ

นอกจากนี้ยังมีชาผลไม้และชาดอกไม้แบบ 100% โดยนำผลไม้ที่หั่นเป็นชิ้นเล็กและกลีบดอกไม้ (บางทีก็ใช้ทั้งดอก) ชนิดที่ต้องการ มาอบแห้งด้วยเตาอบลมร้อนหรือสกัดน้ำออก และชงเป็นชาบางยี่ห้ออาจมีการแต่งกลิ่นหรือใส่น้ำตาลลงไป เพื่อทำให้สามารถดื่มได้ง่ายขึ้น

6. ชาสมุนไพร (Herbal Tea)

จากชื่อก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าเป็นชาทำสกัดมาจากสมุนไพร ซึ่งจริงๆ แล้วจะไม่มีใบชามาเกี่ยวข้องหรืออาจมีในปริมาณที่น้อยมาก โดยสมุนไพรที่นิยมนำมาชงชาสมุนไพรนั้น ได้แก่ ดอกกระเจี๊ยบ เก๊กฮวย มะตูม ใบหม่อน ใบบัวบก ตะไคร้ ขิงใบเตย มะรุม ฯลฯ ซึ่งสรรพคุณของน้ำชานั้นก็จะขึ้นอยู่กับสมุนไพรที่นำมาทำนั่นเอง อาทิ เก๊กฮวยจะช่วยดับกระหาย ช่วยบำรุงโลหิต เป็นต้น

Share on Facebook
Share on Line